วิธีสอนให้ลูกมีความเมตตาที่บ้าน

เมื่อเรานึกถึงคำว่า “ความเมตตา” สิ่งแรกที่มักจะนึกถึงคือการรู้สึกหรือแสดงออกว่าเราห่วงใยคนรอบตัว แต่ในความเป็นจริง ความเมตตานั้นมีความหมายลึกซึ้งกว่านั้น ความเมตตาคือคุณค่าของการเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น และลงมือทำบางอย่างเพื่อช่วยเหลือพวกเขา

แม้ความเมตตาจะดูคล้ายกับความเห็นอกเห็นใจ แต่ทั้งสองสิ่งนี้แตกต่างกัน ความเมตตาไม่ใช่แค่การรับรู้หรือแบ่งปันความรู้สึกกับผู้อื่นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการลงมือทำบางอย่างเพื่อช่วยเหลือด้วย

การกระทำสำคัญกว่าคำพูด บางครั้งเราอาจหลงลืมที่จะแสดงความเมตตาต่อผู้อื่น โดยเฉพาะเมื่อเราต้องทำหลายอย่างพร้อมกัน โชคดีที่ความเมตตาสามารถฝึกฝนและเรียนรู้ใหม่ได้ และเป็นคุณค่าที่ทรงพลังอย่างยิ่งที่ควรถ่ายทอดให้กับเด็ก ๆ

ความเมตตาช่วยเติมเต็มชีวิตให้มีเป้าหมายและความหมาย ส่งผลดีต่อสุขภาวะทางจิตใจของบุคคล ผู้ที่ค้นพบเป้าหมายของตนเองจะได้สัมผัสกับความสุขในแบบ “Eudaimonic” ซึ่งยั่งยืนกว่าความสุขชั่วคราวจากการซื้อของเล่นหรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในฐานะพ่อแม่ เราต่างก็อยากให้ลูกได้สัมผัสความสุขที่ยั่งยืนเช่นนี้ ซึ่งสามารถปลูกฝังได้ด้วยการสอนให้มีความเมตตา

การสอนเด็กไม่ใช่เรื่องง่าย เราจึงรวบรวม 5 วิธีที่คุณสามารถสอนความเมตตาให้ลูกได้ที่บ้าน:

1.มีความเมตตาต่อตนเองและผู้อื่น

ในฐานะผู้ใหญ่ เราเข้าใจแนวคิดนามธรรม เช่น อารมณ์และคุณค่า แต่เด็กอายุต่ำกว่าหกขวบนั้นยังไม่สามารถเข้าใจความหมายเหล่านี้ได้อย่างถ่องแท้ วิธีหนึ่งที่ดีที่สุดในการสอนให้เด็กเข้าใจความเมตตาคือการแสดงออกผ่านการกระทำที่จับต้องได้

เด็ก ๆ มองพ่อแม่และผู้ปกครองเป็นแบบอย่าง หากเราแสดงออกถึงความมีน้ำใจ เด็กก็จะมีตัวอย่างที่ชัดเจนในการเลียนแบบในชีวิตประจำวัน แม้แต่การเปิดประตูให้ผู้สูงอายุ หรือพูดจาดี ๆ กับพนักงานเสิร์ฟเมื่อสั่งอาหารผิด ก็เป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่มีความหมายมาก

2. สอนให้เด็กรู้จักอารมณ์และสีหน้าท่าทาง

มีคำกล่าวว่า “ดวงตาเป็นหน้าต่างของจิตวิญญาณ” ซึ่งก็มีความจริงอยู่ไม่น้อย เพราะสีหน้าท่าทางของแต่ละคนสามารถบ่งบอกอารมณ์ภายในของเขาได้เป็นอย่างดี เวลาที่เราสื่อสารกับผู้อื่น เราไม่ได้ฟังแค่สิ่งที่เขาพูด แต่ยังสังเกตสีหน้าและภาษากายของเขาด้วย

การเข้าใจอารมณ์เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากสำหรับเด็ก โดยเฉพาะในช่วงวัยที่พวกเขายังเล็กและคุ้นเคยแต่กับการปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่เท่านั้น เพื่อให้เด็กเรียนรู้เรื่องความเห็นอกเห็นใจและความเมตตา พ่อแม่สามารถสอนให้ลูกสังเกตสีหน้าและเชื่อมโยงกับอารมณ์ต่าง ๆ ได้ เช่น ผ่านการ์ดแฟลช การเล่นสมมติ และเกมต่าง ๆ

คุณยังสามารถดูหนังหรืออ่านหนังสือนิทานภาพร่วมกัน แล้วอธิบายให้ลูกฟังว่า ตัวละครในเรื่องรู้สึกอย่างไรจากสีหน้าและท่าทางของพวกเขา

3. บริจาคหรืออาสาสมัครช่วยเหลือศูนย์พักพิงคนไร้บ้านในท้องถิ่น

การเปิดเผยให้เด็กเห็นสถานการณ์ที่ยากลำบากอาจดูน่ากังวล ในฐานะพ่อแม่ เราต่างต้องการปกป้องลูกให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงดูในโลกที่ปลอดภัยเกินไปและไม่เคยให้พวกเขาออกจากเขตปลอดภัยของตน อาจส่งผลเสียในระยะยาว เด็กที่แสดงพฤติกรรมหยาบคายหรือไม่เหมาะสมโดยไม่มีใครตักเตือน อาจกลายเป็นเด็กที่ถูกตามใจมากเกินไป ขาดความเห็นอกเห็นใจ และไม่เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น

การพาลูกไปช่วยงานหรือบริจาคสิ่งของที่ศูนย์พักพิงคนไร้บ้านในชุมชน จะช่วยให้พวกเขาเรียนรู้ว่า ไม่ใช่ทุกคนที่มีชีวิตที่สะดวกสบาย และพวกเขาเองก็สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ในแบบของตน

การบริจาคหรือช่วยเหลือผู้อื่น ไม่เพียงแต่เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำสำหรับลูก แต่ยังช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือได้อีกด้วย การให้เด็กได้พบปะกับเด็กที่มีพื้นฐานชีวิตแตกต่างกัน ยังช่วยปลูกฝังความเห็นอกเห็นใจและการยอมรับความหลากหลาย และเมื่อจับคู่กับการลงมือทำ จะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ที่จะเปลี่ยนความเห็นอกเห็นใจให้กลายเป็นการกระทำ

4. อย่ายอมรับพฤติกรรมหยาบคาย

ไม่ว่าจะเป็นลูกคนแรกหรือคนที่ห้า อาการงอแงก็เป็นสิ่งที่พ่อแม่ต้องเจอเสมอ โดยมักเริ่มเกิดขึ้นเมื่อเด็กอายุประมาณ 12-18 เดือน และจะแสดงออกชัดเจนขึ้นในช่วงอายุ 2-3 ปี อาการเหล่านี้มักเกิดจากความต้องการหรือความรู้สึกที่เด็กไม่สามารถสื่อสารหรือควบคุมได้ เมื่อเด็กสามารถสื่อสารได้ดีขึ้น โดยเฉพาะหลังอายุ 4 ปี พฤติกรรมเหล่านี้ควรลดลง แต่ในบางกรณี หากพ่อแม่ไม่วางขอบเขตและตามใจลูกมากเกินไป อาการเหล่านี้อาจยังคงมีอยู่

ในฐานะพ่อแม่ การเลี้ยงลูกที่อารมณ์รุนแรงเป็นเรื่องที่เหนื่อยและท้าทาย ดังนั้นการวางขอบเขตตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงสำคัญมาก การสอนให้ลูกพูดคำว่า “ขอร้อง” และ “ขอบคุณ” เป็นเรื่องเล็กน้อยที่สามารถพัฒนาให้พวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความเมตตาได้

อีกหนึ่งวิธีสำคัญในการปลูกฝังความเมตตาคือ “ไม่ยอมรับความหยาบคาย” และแสดงออกอย่างเหมาะสม หากมีคนแสดงกิริยาไม่ดีใส่คุณ จงรับมือกับสถานการณ์อย่างมีความรับผิดชอบ แล้วจึงพูดคุยกับลูกเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น อธิบายว่าพฤติกรรมใดไม่เหมาะสม และควรตอบสนองอย่างไรหากเป็นตัวเองในสถานการณ์เดียวกัน

เด็กควรเรียนรู้ว่าหากมีคนแสดงกิริยาหยาบคายใส่ ไม่ควรโต้ตอบด้วยความหยาบคายเช่นกัน แต่ควรตอบด้วยความเคารพและมีความสง่างามในตนเอง

5. ฝึกสมาธิแบบเมตตาภาวนาร่วมกับลูก

สมาธิมีหลายรูปแบบ แต่สมาธิแบบเมตตาภาวนา (Loving-kindness Meditation) ถือเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการปลูกฝังความเมตตาให้กับลูกของคุณ สมาธิประเภทนี้เน้นการพัฒนาเมตตาและความรักที่มีต่อตนเองและผู้อื่น

คุณสามารถเริ่มต้นฝึกสมาธินี้ได้ง่าย ๆ โดยจัดเวลาที่เงียบสงบให้กับตัวเองและลูก นั่งให้อยู่ในท่าที่สบาย หลับตา และหายใจเข้าลึก ๆ อย่างผ่อนคลาย เมื่อจิตใจเริ่มสงบ ให้จินตนาการถึงความรักที่ไม่มีเงื่อนไขไหลเข้าสู่ร่างกาย ขอบคุณตัวเองที่เป็นในแบบที่คุณเป็น และตระหนักว่าคุณมีคุณค่าและเป็นที่รักในแบบของคุณเอง ทำสมาธิต่อไปด้วยสมาธิแน่วแน่ หายใจช้า ๆ และลึก ๆ

ครูสอนสมาธิแบบพุทธอย่าง Sharon Salzberg แนะนำให้กล่าววลีเหล่านี้ซ้ำ ๆ ระหว่างการทำสมาธิ เช่น:

  • ขอให้ฉันปลอดภัย
  • ขอให้ฉันมีสุขภาพดี
  • ขอให้ฉันมีความสุข
  • ขอให้ฉันมีชีวิตที่สงบและสบาย

หลังจากที่คุณกล่าววลีเหล่านั้นซ้ำไปซักพัก คุณสามารถเริ่มหันความตั้งใจไปยังคนอื่น ๆ ในชีวิตของคุณได้ ลองจินตนาการว่าคุณส่งความรักและความขอบคุณไปให้พวกเขา พร้อมกับอวยพรให้เขามีความสุข คุณยังสามารถขยายความรู้สึกนี้ไปถึงผู้คนทั่วโลกได้อีกด้วย

ความเมตตาเป็นเหมือนกล้ามเนื้อที่สามารถฝึกฝนได้ มันเป็นคุณค่าที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง และนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีและสุขภาพจิตที่แข็งแรงขึ้น ในฐานะพ่อแม่ ของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดที่คุณสามารถมอบให้ลูกได้ ก็คือบทเรียนเรื่องความเมตตาและการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย

ของขวัญทางกายภาพ เช่น ของเล่นหรือแกดเจ็ต อาจสูญหายหรือพังได้ในอนาคต แต่บทเรียนเรื่องความเมตตานั้นจะติดตัวพวกเขาไปตลอดชีวิต

ข่าวสาร
และเรื่องราวจากโรงเรียน
Scroll to Top
Scroll to Top

To Download the file

Please fill out this form

Reach out to us
Admission Hotline

Do you want to contact the admission hotline?