ต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่สบายใจ สิ่งที่ไม่คุ้นเคยอาจดูน่ากลัว และการออกจากพื้นที่ปลอดภัยของเราอาจเป็นเรื่องยาก ไม่ว่าเราจะพยายามอยู่ในเขตปลอดภัยแค่ไหน การเปลี่ยนแปลงก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเราจำเป็นต้องปรับตัว
แม้การเปลี่ยนแปลงจะน่ากลัว แต่เมื่อเราผ่านความกลัวเริ่มต้นไปแล้ว เราจะสามารถยอมรับมันได้ ความสามารถในการปรับตัวนี้เรียกว่า “ความยืดหยุ่น” ซึ่งเป็นคุณค่าที่ผู้ปกครองควรปลูกฝังให้ลูกตั้งแต่อายุยังน้อย
การสอนลูกให้มีความยืดหยุ่นทางอารมณ์จะช่วยให้พวกเขารับมือกับความเครียดหรือเหตุการณ์ที่กระทบจิตใจได้ดีขึ้น เด็กที่ขาดความยืดหยุ่นมักจะรู้สึกหนักหน่วงและอาจพึ่งพากลไกการรับมือที่ไม่ดี เช่น การหลีกเลี่ยง การแยกตัว และการใช้สารเสพติดเพื่อปลอบใจ
เด็กที่มีความยืดหยุ่นจะสามารถยอมรับและปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นใจ และนี่คือ 7 วิธีในการสอนความยืดหยุ่นให้ลูกจากที่บ้าน:
1. สร้างพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยเกี่ยวกับความรู้สึก
อารมณ์ความรู้สึกอาจเป็นสิ่งที่ท่วมท้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กที่ยังไม่รู้ว่าจะถ่ายทอดมันอย่างไร ทำให้ยากที่จะพูดคุยกับผู้ใหญ่ เพราะถ้าเราเองยังไม่เข้าใจ จะอธิบายให้คนอื่นฟังได้อย่างไร?
ในฐานะพ่อแม่ วิธีที่ดีที่สุดในการให้ลูกเปิดใจเกี่ยวกับความรู้สึก คือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้พวกเขาได้แสดงออก บอกให้พวกเขารู้ว่าไม่เป็นไรที่จะรู้สึกและแบ่งปัน และคุณจะไม่โกรธหรือทำโทษพวกเขาเพียงเพราะการเปิดเผยความรู้สึก อีกหนึ่งวิธีในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยคือการตอบสนองอย่างใจเย็น เด็กจะสังเกตพฤติกรรมของเราอยู่เสมอ แม้แต่รอยขมวดคิ้วเพียงเล็กน้อยตอนที่พวกเขากำลังเล่าก็อาจทำให้รู้สึกกลัวได้ ความมั่นใจเป็นกุญแจสำคัญ และเมื่อคุณสร้างความไว้วางใจทางอารมณ์ได้แล้ว นั่นคือก้าวแรกสู่การทำให้พวกเขาเข้มแข็ง
2.สอนให้เด็กรู้จักรับมือกับอารมณ์
เมื่อคุณได้สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กๆ ได้เปิดใจแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการสอนให้พวกเขาเข้าใจอารมณ์ต่างๆ และวิธีจัดการกับมัน อารมณ์บวกมักทำให้เรารับมือได้ง่าย แต่เมื่อเป็นอารมณ์ลบ ทุกอย่างก็จะเริ่มยากขึ้น
เมื่อเด็กถูกถาโถมด้วยอารมณ์ต่างๆ ให้เริ่มจากการสอนให้พวกเขารู้จักระบุว่าเขากำลังรู้สึกอะไร เมื่อเด็กสามารถระบุอารมณ์ได้แล้ว ให้พวกเขารู้ว่า “มันปกติมากเลยที่รู้สึกแบบนั้น” ขั้นต่อไปคือการสอนให้พวกเขาใจเย็น โดยเริ่มจากการหายใจลึกๆ เด็กๆ จะสามารถระบุอารมณ์ของตัวเองได้ดีขึ้น และเข้าใจว่าอารมณ์เหล่านั้นเกิดจากอะไรเมื่อพวกเขาใจเย็นและมีสติ การรู้ว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้นความรู้สึกจะช่วยให้พวกเขาหาวิธีจัดการได้ง่ายขึ้น
3.ส่งเสริมการสื่อสารที่ดีต่อสุขภาพใจ
การสร้างความเข้มแข็งทางใจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน ต้องอาศัยความสม่ำเสมอและการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดคือการฝึกการสื่อสารที่ดีและมีสุขภาพใจที่ดี
การสื่อสารที่ดีต่อสุขภาพใจคือการพูดคุยโดยปราศจากคำพูดที่แสดงความเกลียดชังหรือท่าทีในแง่ลบ คนที่สื่อสารในลักษณะนี้เข้าใจว่าเราสามารถเห็นต่างได้อย่างสุภาพโดยไม่จำเป็นต้องแสดงออกในทางลบ การสื่อสารที่ดีประกอบด้วยสองส่วนสำคัญ:
- การฟังอย่างตั้งใจ (Active Listening) – คือการฟังเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่ฟังเพื่อโต้ตอบ รวมถึงการใช้ท่าทางที่เหมาะสม เช่น การสบตา การพยักหน้า หรือการหันตัวเข้าหาผู้พูด เพื่อแสดงความสนใจและเคารพความคิดเห็นของเขา
- การฟังแบบสะท้อน (Reflective Listening) – คือการแสดงให้เห็นว่าเรากำลังฟังอยู่และให้คุณค่ากับสิ่งที่อีกฝ่ายพูด ช่วยให้ผู้พูดมั่นใจว่าเรารับรู้และเข้าใจในสิ่งที่เขาแบ่งปัน
การสอนให้ลูกฟังอย่างตั้งใจและสื่อสารด้วยความตั้งใจที่ดี จะช่วยให้เขาเป็นคนที่มีความเข้าใจผู้อื่นและเข้าสังคมได้ดี ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความเข้มแข็งทางอารมณ์
4.เสริมสร้างความภาคภูมิใจในตนเองด้วยคำชื่นชม
การสอนให้เด็กมีความเข้มแข็งทางใจนั้น ต้องเริ่มจากการสร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่นในตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับความท้าทาย ในฐานะพ่อแม่ หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดคือการบอกลูกว่าเขากำลังทำได้ดีอยู่เสมอ ให้กำลังใจอย่างต่อเนื่องด้วยคำพูดว่า “ลูกทำได้ดีแล้วนะ”
เมื่อต้องให้กำลังใจลูก ควรทำด้วยความจริงใจ เพราะเด็กสามารถจับความรู้สึกได้จากสีหน้าและภาษากายของคุณ จงเชื่อมั่นในคุณค่าที่คุณได้ปลูกฝังในตัวลูก และเชื่อว่าเขาจะสามารถตัดสินใจแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม
5.ส่งเสริมแนวคิดเชิงบวกในเด็ก
ปัญหาที่เกิดขึ้นใกล้ตัวอาจสร้างความรู้สึกท่วมท้นได้ โดยเฉพาะเมื่ออารมณ์ไม่ได้รับการควบคุมอย่างเหมาะสมในช่วงเวลาที่ยากลำบาก อาจส่งผลกระทบต่อความคิด เช่น ความคิดช้าลง ความสับสน หรือการใช้เหตุผลได้ยากขึ้น เด็กที่ต้องเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ครั้งแรกโดยไม่มีแนวทาง อาจมีพฤติกรรมในเชิงลบ และอาจทำร้ายตนเองหรือคนรอบข้าง
ในฐานะพ่อแม่ที่ต้องการสร้างลูกให้เข้มแข็งทางใจ ควรส่งเสริมให้เขามีมุมมองที่เป็นบวก โดยเริ่มจากการสอนว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ บอกให้ลูกเข้าใจว่าอารมณ์หลากหลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่ก็ต้องให้ความมั่นใจว่า “ทุกอย่างเป็นเพียงชั่วคราว” อารมณ์ด้านลบอาจรุนแรงในช่วงแรก แต่จะไม่อยู่กับเรานานหากเราไม่ยึดติดกับมัน
สอนให้ลูกถอยห่างจากปัญหา แล้วลองคิดว่าเขาจะให้คำแนะนำอะไรกับเพื่อนที่เจอสถานการณ์แบบเดียวกัน เพราะปัญหาชั่วคราวไม่ควรได้รับการแก้ไขด้วยวิธีการถาวร
6.เปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้จากความผิดพลาด
เป็นเรื่องธรรมชาติที่พ่อแม่ต้องการปกป้องลูกจากอันตราย แต่หากทำมากเกินไป อาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี การเลี้ยงดูที่ทำให้เด็กอยู่ใน “โลกปลอดภัยเกินไป” อาจทำให้เขาเฉยชาต่อสิ่งรอบตัว และลืมวิธีแก้ปัญหาด้วยตัวเองไปเลย
ปล่อยให้ลูกได้ลองผิดพลาด แล้วเรียนรู้จากสิ่งนั้น ในฐานะพ่อแม่ สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณทำได้คือคอยสังเกตอย่างห่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาปลอดภัย แล้วจึงพูดคุยกับเขาเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น ช่วยให้ลูกได้ทบทวนการกระทำของตนเอง เพื่อเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น
ประสบการณ์คือครูที่ดีที่สุด จงเชื่อมั่นว่าลูกสามารถผ่านความท้าทายต่างๆ ได้แม้จะมีแค่คำแนะนำเล็กน้อย อย่าพรากโอกาสในการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงไปจากเขาเลย
7.เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูก
เด็ก ๆ ต้องการแบบอย่างที่พวกเขาจะยึดถือเป็นแรงบันดาลใจ ซึ่งอาจเป็นดาราหรือนักร้องคนโปรดของพวกเขา – ผู้สมัครมีมากมาย แต่ไม่มีใครเหมาะสมไปกว่าคนที่พวกเขาเห็นในทุกวัน บ่อยครั้ง เด็กจะเลียนแบบสิ่งที่พ่อแม่พูดและทำ ดังนั้นในช่วงวัยที่กำลังเติบโตนี้ พ่อแม่ควรเป็นผู้นำด้วยการเป็นตัวอย่างที่ดี
แค่สอนให้ลูกเห็นคุณค่าของความยืดหยุ่นไม่เพียงพอ คุณต้องแสดงออกให้เห็นในชีวิตประจำวันด้วย พูดคุยเกี่ยวกับความรู้สึกของตนเอง และใช้วิธีการสื่อสารที่ดีต่อสุขภาพกับลูก และคนในบ้าน เช่น คู่สมรสหรือญาติ ๆ ฝึกการยืนยันตนเอง และสร้างบรรยากาศเชิงบวกในบ้านให้ลูกเห็น
จงจำไว้ว่าลูกกำลังมองดูคุณอยู่เสมอ แสดงให้เขาเห็นว่าความยืดหยุ่นเป็นอย่างไร ผ่านการกระทำของคุณเอง