ผู้ปกครองควรรู้! 6 วิธีสอนลูกเมื่อต้องเจอการบูลลี่ (Bully) ในโรงเรียน

แนะวิธีรับมือการบูลลี่ในเด็ก ที่ผู้ปกครองควรรู้

ปัจจุบันเรามักได้ยินคำว่า “การบูลลี่” หรือ “การกลั่นแกล้ง” กันมากขึ้น ซึ่งการบูลลี่ กลายเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียน ที่ทำงาน รวมไปถึงบนโลกออนไลน์ ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในเด็กวัยเรียน ที่บางคนอาจจะมองว่าการแกล้งกันในหมู่เพื่อน ๆ เป็นเรื่องปกติ เป็นการหยอกล้อเพื่อความสนุกสนาน ตลกขำขัน แต่การแกล้งนั้นจะไม่ใช่เรื่องปกติอีกต่อไป หากว่าฝ่ายที่ถูกแกล้งหรือโดนล้อ รู้สึกถึงการถูกคุกคาม เกิดความหวาดกลัวต่อสังคมรอบข้าง และอาจสะสมเป็นปัญหาสุขภาพจิตระยะยาวต่อการใช้ชีวิตในอนาคตของเด็กได้

บทความนี้ได้รวบรวมเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการบูลลี่ ว่าแท้จริงแล้วคืออะไร ? พฤติกรรมแบบไหนเรียกว่าการบูลลี่ พร้อมทั้งแนะวิธีรับมือการบูลลี่ในเด็กที่ผู้ปกครองควรรู้ เพื่อรับมือและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับบุตรหลาน ให้พร้อมที่จะเติบโตและใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข

การกลั่นแกล้ง หรือการบูลลี่ (Bullying) คืออะไร?

การกลั่นแกล้ง หรือการบูลลี่ (Bullying) คือการกระทำรุนแรงต่อผู้อื่นทางร่างกายหรือวาจา ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวส่งผลกระทบในเชิงลบทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อผู้ถูกกระทำ ยิ่งไปกว่านั้นยังส่งผลกระทบต่อตัวผู้กระทำอีกด้วย  

การกลั่นแกล้งนั้นเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ ทั้งการใช้กำลังทำร้ายร่างกาย การทำให้อีกฝ่ายอับอาย การบังคับให้อีกฝ่ายทำในสิ่งที่ตนเองต้องการ การกระจายข่าวลือเสียหาย โดยการกลั่นแกล้งนี้มักจะเกิดขึ้นซ้ำๆ นับว่าเป็นพฤติกรรมที่สร้างความกระทบกระเทือนทางจิตใจของผู้ถูกกระทำเป็นอย่างมาก และส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในระยะยาวได้

ข้อมูลกรมสุขภาพจิตไทย แสดงให้เห็นถึงระดับความรุนแรงของพฤติกรรมการกลั่นแกล้งที่เกิดขึ้นกับเด็กในวัยเรียนที่เพิ่มมากขึ้นแบบก้าวกระโดด โดยพบว่าเด็กนักเรียนโดนกลั่นแกล้งในโรงเรียนมากถึง 600,000 คน จึงทำให้ประเทศไทยติดอันดับ 2 ของโลก รองจากแค่ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น นอกจากนี้พฤติกรรมการกลั่นแกล้งเชิงบูลลี่นี้ก็เปลี่ยนรูปแบบไปจากอดีต เช่น การล้อเลียนชื่อพ่อแม่หรือปมด้อยของเพื่อน การไม่ให้เข้าร่วมกลุ่มทำกิจกรรม หรือการทำร้ายร่างกาย ไปเป็นการใช้ social media บนโลกออนไลน์แทน สำหรับในประเทศไทย พบว่ากลุ่มเด็กเยาวชนมีพฤติกรรมคุกคาม กลั่นแกล้งเชิงบูลลี่ผู้อื่นผ่านสื่อโซเซียลมีเดียต่างๆ มากถึง 50% (อ้างอิงข้อมูลจาก มูลนิธิยุวพัฒน์)

การกระทำแบบไหนเข้าข่าย “การบูลลี่” ?

พฤติกรรมการกลั่นแกล้งที่ต้องการให้ผู้อื่นรู้สึกอับอาย ด้อยค่า เสื่อมเสีย หรือเจ็บตัว เหล่านี้ล้วนเป็น “การบูลลี่” ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น

1. การกลั่นแกล้งทางร่างกาย

การทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยการตี ต่อย เตะ หยิก หรือผลัก ส่งผลให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ รวมไปถึงการถ่มน้ำลายใส่ผู้อื่น หรือแม้กระทั่งการทำลายข้าวของส่วนตัวของผู้อื่นเสียหาย

2. การกลั่นแกล้งทางวาจา

ทั้งการเปล่งวาจา หรือการเขียน  เช่น กาารยุแหย่  เรียกชื่อ (ทั้งแบบหยาบคาย ล้อเลียนชื่อหรือปมด้อยของผู้อื่น) การพูดถึงเรื่องเพศอย่างไม่เหมาะสม การเยาะเย้ย หรือ​การข่มขู่

3. การกลั่นแกล้งทางสังคม

ไม่ว่าจะเป็นการทำให้บุคคลอื่นเสื่อมเสียชื่อเสียง การแพร่กระจายข่าวลือที่เสียหาย ทำลายความสัมพันธ์ของผู้อื่น การกีดกันเพื่อนออกจากกลุ่ม ห้ามไม่ให้เพื่อนคนอื่นมาคบ หรือการทำให้คนอื่นอับอายต่อหน้าคนหมู่มาก

4. การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์

เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างมากในสังคมที่เทคโนโลยี เข้ามามีบทบาท โดย social media ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งผู้อื่นบนโลกออนไลน์ที่มีอิทธิพลอย่างมากในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะเด็กเยาวชนในวัยเรียน

ทำไมเด็กถึงเก็บเรื่องการบูลลี่ไว้เป็นความลับ?

การที่เด็กถูกบูลลี่นั้นส่งผลกระทบทางจิตใจเป็นอย่างมาก เมื่อเด็กถูกรังแกมักจะพยายามแก้ไขสถานการณ์ด้วยตัวเอง เด็กบางคนรู้สึกว่าการที่บอกพ่อแม่อาจจะทำให้เค้าถูกมองว่าอ่อนแอและกังวลว่าพ่อแม่จะตอบสนองต่อสิ่งนั้นอย่างไร เพราะทราบว่าหากพ่อแม่รู้จะติดต่อโรงเรียนและทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่ในที่สุด และเด็กกลัวว่าจะถูกตัดสินด้วยความรุนแรงและไม่เข้าใจ 

ในขณะที่เด็กที่รังแกคนอื่น ตรงกันข้ามจะรู้สึกว่าตนเองจะอับอายถ้าพ่อแม่ของตัวจับได้ว่าทำผิด เด็กที่รังแกคนอื่นบางรายรู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจเค้าในสิ่งที่เค้าต้องเจอจึงนำความโกรธเกรี้ยวที่ตนได้รับนั้นไปลงที่เด็กคนอื่นที่ดูเหมือนจะอ่อนแอกว่าเค้า 

ดังนั้นหากพ่อแม่ และโรงเรียนทำความเข้าใจและจัดการปัญหาอย่างนุ่มนวลและเหมาะสมทั้งกับเด็กที่ถูกรังแกและเด็กที่รังแกผู้อื่นจะช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้

ผู้ปกครองจะป้องกันไม่ให้ลูกถูกบูลลี่อย่างไร ?

ผู้ปกครองควรจะมีความเข้าใจเสมอว่าในเรื่องราวเดียวกันอาจจะมีความจริงหลากหลายแง่มุม หากคุณพบว่าลูกของคุณกำลังถูกกลั่นแกล้ง ทางออกที่ดีที่สุดคือควรมีสติและหาข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นคุณครูและลูกของเราเองเพื่อฟังความจริงในอีกหลาย ๆ แง่มุม 

ทางโรงเรียน D-PREP จึงอยากแนะนำวิธีที่ผู้ปกครองสามารถป้องกันไม่ให้ลูกถูกบูลลี่ทั้งหมด 6 ข้อด้วยกัน

1. สังเกต

พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของลูก ไม่ว่าจะเป็นความอยากอาหารลดลง, ไม่อยากพบป่ะใคร หรือมีบาดแผลใหม่ที่ไม่รู้ที่มาที่ไป หากสงสัยว่าลูกจะรังแกผู้อื่น ควรสังเกตสัญญานของความก้าวร้าว เงินและสิ่งของใหม่ ๆ ที่ไม่มีที่มาที่ไป

2. พูดคุยกับลูก

การหมั่นพูดคุยกับลูกและการแสดงความเห็นอกเห็นใจเป็นอีกหนึ่งในวิธีที่จะสามารถเข้าไปถึงใจลูกให้เค้าเปิดอกพูดคุยถึงปัญหาที่มีอยู่ในใจได้เป็นอย่างดี การที่ทำให้ลูกรู้สึกสบายใจและปลอดภัยเมื่อได้พูดคุยกับพ่อแม่นั้นเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการคอยสังเกตสัญญาณของการบูลลี่ นอกจากนี้การหมั่นคอยพูดคุยกับลูกเสมออาจช่วยให้ความขัดแย้งหรือสถานการณ์ที่เลวร้ายต่าง ๆ ของลูกในโรงเรียนนั้นดีขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรถามคำถามที่กระทบกระเทือนจิตใจของเด็กที่ถูกรังแก ตัวอย่างเช่น “เพื่อนคนนี้รังแกลูกอย่างไร?” แต่ควรถามว่า “มีอะไรเกิดขึ้นที่โรงเรียนที่ทำให้ลูกไม่สบายใจหรือไม่?” หรือถ้าหากลูกบอกกล่าวเรื่องที่ถูกรังแกแล้วผู้ปกครองสามารถถามต่อโดยใช้คำถามทั่วไปและพยายามไม่ใช้อคติอย่างเช่น “ลูกเล่าให้แม่ฟังเพิ่มเติมได้มั้ยคะ มีอะไรมากกว่านี้อีกมั้ย แม่รับฟังลูกเสมอ”

3. ตอบสนองลูกด้วยสติ

ในบางครั้งลูกอาจจะเอาเรื่องที่น่าตกใจมาเล่า แต่การที่พ่อแม่นั้นตั้งสติและตอบสนองต่อสิ่งที่ได้ยินอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายและกล้าเปิดเผยเรื่องราวหรือบอกความลับต่าง ๆ มากขึ้น หากพ่อแม่ตอบสนองอย่างตรงกันข้ามด้วยความกลัวหรือตกใจจะขู่แจ้งโรงเรียนก็อาจจะทำให้ลูกไม่กล้าที่จะพูด

4. ไม่กดดันลูก

ไม่กดดันลูกให้ทำในสิ่งที่ไม่ชอบ โดยเฉพาะทำในสิ่งที่พ่อแม่ต้องการ แต่เป็นสิ่งที่ลูกไม่รู้สึกสบายใจเมื่อทำมัน สถานการณ์เหล่านี้จะนำพาให้ลูกเข้าไปอยู่ในสังคมที่เค้าไม่สบายใจ ไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่มีความสุข และอาจจะทำให้เกิดปัญหาในที่สุด

5. สอนลูกว่าการถูกรังแกคืออะไรและทำไมถึงเกิด

การที่ลูกได้ประสบพบเจอกับการกลั่นแกล้งในโรงเรียน แม้ว่าลูกจะไม่ถูกกระทำโดยตรง แต่ผลที่ได้รับย่อมส่งผลกระทบถึงสภาพจิตใจของลูกเสมอ การช่วยเหลือลูกในเรื่องนี้ที่พ่อแม่สามารถทำได้ก็คือ การตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมาเมื่อลูกเกิดข้อสงสัย สอนลูกให้ระวังเกี่ยวกับการถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียน และพูดให้ฟังว่าทำไมคนเหล่านั้นถึงต้องบูลลี่คนอื่น, การรังแกคนอื่นเป็นสิ่งที่ไม่ดี และสังคมไม่ยอมรับ

6. พูดคุยกับคุณครูที่โรงเรียน

การเข้าไปพูดคุยกับคุณครูในชั้นเรียน ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นครอบครัวที่สองของลูกนั้นเป็นอีกแนวทางที่จะช่วยสนับสนุนลูกในชั้นเรียนมากขึ้น โดยคุณครูจะสามารถคอยช่วยเหลือ, ให้คำปรึกษา คอยสังเกตและควบคุมพฤติกรรมต่าง ๆ ของลูกและเพื่อนร่วมชั้นได้เป็นอย่างดี

แนะวิธีรับมือและแก้ปัญหาการบูลลี่ในโรงเรียน

วิธีรับมือและแก้ปัญหาการบูลลี่ในโรงเรียนนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือกันของทุก ๆ ภาคส่วน ซึ่งได้แก่ เด็กนักเรียน ผู้ปกครอง คุณครู และโรงเรียน ดังนี้

1. ปลูกฝังทัศนคติการเข้าสังคมที่ดี เริ่มต้นที่บ้านและโรงเรียน

ผู้ปกครองและคุณครูที่โรงเรียนช่วยกันปลูกฝังค่านิยมการเข้าสังคมที่ดีผ่านการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน โดยสอนให้เด็กปฎิบัติต่อทุกคนรอบข้างด้วยความเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน พร้อมสอนให้เด็กรู้จักวิธีรับมือกับความคิดของตัวเองว่าเมื่อไหร่ที่รู้สึกว่ากำลังคิดที่จะแกล้งผู้อื่น ให้หากิจกรรมอื่น ๆ ทำแทน เช่น อ่านหนังสือ เล่นเกมส์  หรือปรึกษาผู้ปกครองหรือคุณครูที่ไว้วางใจ 

พร้อมสอนให้เด็กเข้าใจและยอมรับในความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ สีผิว รูปร่าง ความสามารถต่าง ๆ และสอนให้เด็กรู้จักขอโทษผู้อื่น หากรู้สึกว่าเคยกลั่นแกล้งทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ฝึกให้เด็กกล่าวคำขอโทษและแสดงออกด้วยความจริงใจกับอีกฝ่ายเสมอ

2. ปลูกฝังให้เคารพซึ่งกันและกัน มีจิตใจที่เอื้อเฟื้อต่อผู้อื่น

ที่โรงเรียนนานาชาติ D-PREP ได้สอดแทรกหลักสูตรที่สอนให้เด็ก ๆ ได้รวมกลุ่มกันเพื่อทำกิจกรรมช่วยเหลือและปกป้องจุนเจือกันภายใต้แคมเปญ “Stand up for others” เช่นในโครงการ World Kindness Day ที่ D-PREP ได้มุ่งเน้นและให้ความสำคัญในเรื่องการปลูกฝังสุขภาพจิตใจ การเคารพซึ่งกันและกัน และการมีจิตใจเอื้อเฟื่อต่อผู้อื่น 

ไม่ว่าจะเป็นการสอนให้เด็ก ๆ เห็นใจและคอยช่วยเหลือเด็กที่ถูกรังแก เช่น ชวนมาเล่นด้วยกัน หรือชวนพูดคุยเพื่อทำให้เด็กที่ถูกรังแกไม่รู้สึกโดดเดี่ยว คอยให้คำปรึกษาและปลอบประโลมจิตใจให้รู้สึกดึขึ้น หรือลุกขึ้นปกป้องในขณะที่ถูกรังแก นอกจากนี้ควรส่งเสริมให้เด็ก ๆ ได้รวมกลุ่มกันระดมความคิดเสนอวิธีป้องกันการถูกกลั่นแกล้ง รวมถึงวิธีช่วยเหลือเมื่อพบเห็นเพื่อนถูกกลั่นแกล้ง

3. สอนให้รับมือ เมื่อโดนเพื่อนรังแก

สอนวิธีรับมือเมื่อเจอสถานการณ์ที่โดนเพื่อนรังแก เช่น บอกเพื่อนที่แกล้งไปตรง ๆ ว่าไม่ชอบ รู้สึกเจ็บ หรือรู้สึกแย่กับการกระทำนั้น ให้เพื่อนที่แกล้งหยุดการกระทำนั้นทันทีด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงและเด็ดขาด

หากเพื่อนที่แกล้งไม่หยุดให้เดินหนี เอาตัวเองออกห่างจากสถานที่ที่มักเจอการกลั่นแกล้ง รวมถึงแจ้งผู้ใหญ่หรือคุณครูที่อยู่ใกล้ๆให้ช่วยหยุด หรือจัดการกับการกระทำแย่ๆ เหล่านั้น 

4. สร้างภูมิคุ้มกัน เมื่อโดนบูลลี่บนโลกออนไลน์ (Cyber Bullying)

ในยุคที่สังคมออนไลน์เป็นสื่อที่เข้าถึงง่าย และเป็นที่นิยมของเด็ก ๆ ที่ใช้ติดต่อสื่อสารกัน ผู้ปกครองและคุณครูควรมีส่วนช่วยในการสอดส่องดูแลและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ห่างไกลจากการโดนบูลลี่บนโลกออนไลน์ (Cyber Bullying) ได้ เช่น

  • สอนให้เด็กรู้จักวิธีการสื่อสารและเสริมสร้างพฤติกรรมที่ดีบนโลกออนไลน์ ไม่แชร์หรือโพสข้อความใดๆ ที่กระทบต่อจิตใจผู้อื่น 
  • หมั่นพูดคุยกับเด็กเกี่ยวกับโลกออนไลน์ เพื่อให้เด็กรู้สึกเปิดใจ และพร้อมที่จะเข้ามาขอคำปรึกษาได้ทุกเรื่องที่รู้สึกไม่สบายใจ 
  • หมั่นสังเกตพฤติกรรมของเด็ก หากพบสัญญาณที่ผิดปกติ ให้รีบหาวิธีที่จะเข้าช่วยเหลือ เพื่อหาสาเหตุและรีบแก้ปัญหาโดยเร็ว
  • สอนให้เด็กรู้จักวิธีรับมือ หากโดนกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ให้เลี่ยงการตอบโต้ และแนะนำให้นิ่งเงียบ บล๊อกข้อความและผู้ใช้เป็นทางออกที่ดีที่สุด หรือเก็บข้อมูลเป็นหลักฐานต่าง ๆ กรณีที่ถูกบูลลี่อย่างรุนแรง เพื่อแจ้งคุณครูหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในโรงเรียน
  • สอนให้เด็กรู้จักวิธีผ่อนคลาย หากโดนกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ เช่น อาจหากิจกรรมอื่นทำแทนเพื่อเบี่ยงเบนความรู้สึกแย่ๆ นั้นให้จางหายหรือทุเลาลงได้ หรือปรึกษากับคนที่ไว้วางใจ เช่น พ่อแม่ คุณครู หรือเพื่อนสนิท เพื่อระบายและหาทางออกร่วมกัน

การกลั่นแกล้งในโรงเรียน ส่งผลกระทบมากกว่าที่คุณคิด

“Bullying can affect everyone – those who are bullied, those who bully, and those who witness bullying”

“การกลั่นแกล้งส่งผลกระทบต่อจิตใจและร่างกายทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ทั้งต่อผู้ถูกกลั่นแกล้ง คนที่กลั่นแกล้ง หรือแม้แต่ผู้ที่พบเห็นหรืออยู่ในเหตุการณ์นั้น”

ผลกระทบต่อ “ผู้ถูกกลั่นแกล้ง”

  • อาจส่งผลให้การเรียนตกต่ำลง ขาดเรียน หรือไม่อยากไปโรงเรียน 
  • เกิดเป็นปมด้อยและความทรงจำที่ไม่ดีติดไปจนโต
  • มีภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล ส่งผลให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยว หวาดกลัว เศร้าใจ 
  • รู้สึกว่าตนเองไม่เป็นที่ยอมรับ หรือการเห็นคุณค่าในตัวเองต่ำ 
  • อาจรุนแรงมาก กระทั้งนำไปสู่การสูญเสีย

ผลกระทบต่อ “คนที่กลั่นแกล้ง”

  • เป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรงที่อาจจะเพิ่มมากขึ้น หากไม่ได้รับการอบรมที่ถูกต้อง
  • เป็นสาเหตุของการก่ออาชญากรรมและความรุนแรงในอนาคต 
  • เสียประวัติการเรียนเนื่องจากมีพฤติกรรมที่ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม 
  • ขาดการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เห็นแก่ตัว และเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่มีคุณภาพต่อสังคม

ผลกระทบต่อ “ผู้เห็นเหตุการณ์”

  • บ่มเพาะความรู้สึกตึงเครียด เกิดความวิตกกังวลเนื่องจากเห็นใจผู้อื่น อยากช่วยเหลือแต่ก็กลัวไม่รู้จะทำอย่างไร 
  • ในทางกลับกันเกิดความรู้สึกเพิกเฉยเพราะคิดว่าไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง 
  • การกระทำและพฤติกรรมที่เด็กได้เห็นจากการรังแกกันล้วนส่งผลกระทบต่อพื้นฐานทางด้านจิตใจ อารมณ์ สังคมและพฤติกรรมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

โรงเรียนนานาชาติ D-PREP รับมือกับปัญการบูลลี่ในโรงเรียนอย่างไร?

ที่ D-PREP เราเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเด็กนักเรียนไม่ควรที่จะต้องอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่รุนแรง คุณครูและบุคลากรของเราใช้ความพยายามอย่างสุดความสามารถในการเฝ้าระวัง, คอยสังเกต และควบคุมดูแลเด็กนักเรียนทุกคนไม่ให้เกิดเหตุการณ์รังแกกันขึ้น และเรานั้นเข้าใจดีว่าเด็กนักเรียนแต่ละคนมีความแตกต่างทั้งในเรื่องของอารมณ์ และการจัดการปัญหา รวมไปถึงมีวิธีที่แตกต่างกันในการสอนให้รู้จักการควบคุมอารมณ์ 

หากคุณครูสังเกตเห็นการกลั่นแกล้งที่กำลังเกิดในชั้นเรียน คุณครูสามารถเข้าไปแทรกแซงเหตุการณ์ดังกล่าว โดยค่อย ๆ พูดจากับทั้งสองฝ่ายเพื่อหาสาเหตุและรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อที่จะสามารถยุติเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และสามารถนำข้อมูลนั้นไปส่งต่อให้แก่ผู้ปกครองของทั้งสองฝ่ายต่อไป หากคุณครูไม่สามารถแก้ไขเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้คุณครูจะทำการติดต่อขอความช่วยเหลือจากนักจิตวิทยาและผู้บังคับบัญชาของโรงเรียนต่อไป

เราเล็งเห็นถึงความสำคัญของการป้องกันการกลั่นแกล้ง ในโรงเรียนโดย D-PREP ใช้ความร่วมมือจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นคุณครู, คุณครูที่ปรึกษา, นักเรียน, บุคลากรอื่น ๆ รวมไปถึงมีความร่วมมือกันอย่างแน่นแฟ้นระหว่างโรงเรียนและผู้ปกครองในการเฝ้าระวัง สอดส่องและคอยให้ความช่วยเหลือแก่นักเรียนที่ประสบปัญหานี้ 

รวมไปถึงมีคุณครูที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำและช่วยเหลือตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในโรงเรียนเพื่อให้มั่นใจว่าบุตรหลานที่รักของท่านจะได้รับการโอบอุ้ม คุ้มครองและได้รับความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจอย่างเต็มที่จากสังคม D-PREP ของเรา เพื่อการเติบโตทั้งทางอารมณ์และวิชาการอย่างยั่งยืน

บทสรุป

การรับมือและแก้ปัญหาการกลั่นแกล้ง หรือการบูลลี่กันในโรงเรียนนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นเด็กนักเรียน ผู้ปกครอง คุณครู และโรงเรียน ควรมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งทาง D-PREP เล็งเห็นถึงความสำคัญในการปลูกฝังทางด้านจิตใจ จึงเน้นย้ำการเรียนการสอนผ่านทักษะการใช้ชีวิต หรือ life skill เพื่อให้เด็กนักเรียนทุกคนมีความเข้าใจในตนเอง ความเห็นอกเห็นใจต่อสังคมรอบข้าง การเคารพซึ่งกันและกันเพื่อให้เด็กเติบโตขึ้นอย่างเข้มแข็งควบคู่ไปกับการมีจิตใจที่อ่อนโยน พร้อมสร้างสังคมที่ดีและน่าอยู่ต่อไป 

บทความแนะนำ

dprep-lp-template2-4
หลักสูตรของเราจะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้และการเติบโตด้านบุคลิกภาพของลูกคุณได้อย่างไร?
นัดขอคำปรึกษาได้แล้ววันนี้
หมดกังวลเรื่องหลักสูตร! นัดรับคำปรึกษาฟรีกับผู้เชี่ยวชาญของเรา เพื่อคลายข้อสงสัยในทุกมิติ คุณจะได้ค้นพบว่า โปรแกรมของเราตอบโจทย์ความต้องการ และสไตล์การเรียนรู้ที่เฉพาะตัวของลูกคุณอย่างไร สำรองที่นั่งเพื่อทัวร์โรงเรียน หรือทดลองเรียน ฟรี!

หากท่านสนใจเข้าเยี่ยมชมโรงเรียนสามารถติดต่อได้ที่

Address :
D-PREP International School
38, 38/1-3, 39, Moo 6,
Bangna Trad Rd., Km. 8,
Bang Kaeo, Bang Phli District,
Samut Prakan, Thailand 10540

Email: admissions@dprep.ac.th
เบอร์ติดต่อ: 095-879-4944
Website : www.dprep.ac.th
Facebook: D-PREP International School
Line: @d-prep
IG : @dprepschool

ข่าวสาร
และเรื่องราวจากโรงเรียน
Scroll to Top
Scroll to Top

To Download the file

Please fill out this form

Reach out to us
Admission Hotline

Do you want to contact the admission hotline?